ภาพรวมการดำเนินงาน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะวิกฤตครั้งรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ขณะที่ภาพรวมของไทยแม้จะสามารถรับมือกับการระบาดรอบแรกได้เป็นอย่างดี แต่ในช่วงท้ายปีกลับต้องมาเผชิญกับการระบาดระลอกใหม่  เศรษฐกิจไทยจึงค่อนข้างได้รับผลกระทบจากมาตรการการปิดเมืองและมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อสกัดกั้นการระบาดของโรค อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ทยอยออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบ และกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีส่วนช่วยประคับประคองการบริโภคภาคเอกชนในช่วงสั้นๆ ด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะหดตัวในอัตราสูงจากเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบางและมีความไม่แน่นอน

ในปี 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ จำนวน 7,330 ล้านบาท  ลดลงร้อยละ 1  จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และผลิตภัณฑ์วัสดุสิ้นเปลือง ส่วนรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟท์แวร์และรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากปีก่อนซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มของรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟท์แวร์ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นน้อยและมีการการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง จึงส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 156 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 29

– รายได้

บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ แบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

  • รายได้จาก Digital Solution Group (DSG)  จำนวน 1,950 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 9 มาจากการขายเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลางและอุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ลดลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงหดตัว ทำให้ภาคเอกชนที่ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ยังคงชะลอในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์เมื่อเทียบกับปี 2562
  • รายได้จาก Solutions Integration Group (SIG) จำนวน 3,690 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6  ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการขาย Software License และรายได้จากการให้เช่าและบริการ  ซึ่งเป็นไปตามทิศทางธุรกิจของบริษัทที่มุ่งเน้นการให้บริการเพิ่มขึ้น
  • รายได้จาก Digital Printing Group (DPG) จำนวน 1,690 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนร้อยละ 5 เนื่องจากหลายๆ องค์กรมีนโยบาย Work from home  และมีมาตรการควบคุมงบประมาณในการสั่งซื้อวัสดุสิ้นเปลือง ประกอบกับลูกค้าเปลี่ยนเป็นการทำสัญญาเช่าเครื่องพิมพ์ที่คิดค่าใช้จ่ายต่อแผ่นแทนการซื้อวัสดุสิ้นเปลือง  จึงทำให้ยอดขายวัสดุสิ้นเปลืองของเครื่องพิมพ์ลดลง

อัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 14.7  น้อยกว่าปี 2562 ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.3 เป็นผลมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการ Software License ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นน้อย และมีการแข่งขันค่อนข้างสูงในปีนี้

– ค่าใช้จ่าย

ในส่วนของค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย

  • ค่าใช้จ่ายขายและบริหารลดลงจากปีก่อน 93 ล้านบาท เมื่อเทียบสัดส่วนต่อรายได้จากการขายสินค้าและบริการในปี 2563 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.3 ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 13.5 โดยค่าใช้จ่ายลดลงจาก ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงานสาเหตุหลักเกิดจากในปี 2562 มีการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานจำนวน 45 ล้านบาท และค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายลดลง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้บริษัทลดกิจกรรมดังกล่าวลง
  • บริษัทมีขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตาม TFRS 9 จำนวน 52 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เกิดจากลูกหนี้รายหนึ่งของบริษัทได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลและศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
  • ต้นทุนทางการเงินลดลงจากปีก่อน 2 ล้านบาท เมื่อเทียบสัดส่วนต่อรายได้จากการขายสินค้าและบริการในปี 2563 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.15 ลดลงจากปี 2562 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 0.18
  • ภาษีเงินได้ลดลง 21 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2563 บริษัทมีกำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง เมื่อเทียบสัดส่วนต่อรายได้จากการขายสินค้าและบริการในปี 2563 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.4 น้อยกว่าปี  2562 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 0.7

ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน  156 ล้านบาท เทียบกับปี 2562 จำนวน 220  ล้านบาท ลดลงจำนวน 64 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29 สาเหตุหลักเกิดจากรายได้ลดลง 72 ล้านบาท อัตรากำไรขึ้นต้นลดลง ร้อยละ 1.7 ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 133 ล้านบาท และเกิดขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตาม TFRS 9 จำนวน 52 ล้านบาท

ด้านอัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิคิดเป็นร้อยละ 2.1 ลดลงจากปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 2.9 ส่วนของอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น มีอัตราร้อยละ 8.2 ลดลงจากปีก่อน ซึ่งมีอัตราร้อยละ  11.7

ฐานะการเงิน

– สินทรัพย์

สิ้นปี 2563 บริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวน  3,139 ล้านบาท ลดลง 142 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปี 2562  สินทรัพย์รวมประกอบด้วยสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 2,205 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ต่อสินทรัพย์รวม และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนจำนวน 934 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ต่อสินทรัพย์รวม   สาเหตุที่ทำให้สินทรัพย์รวมลดลงเกิดจาก

  • สินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 2,205 ล้านบาท ลดลง 50 ล้านบาท เกิดจากเงินลงทุนชั่วคราวหรือสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนลดลง 106 ล้านบาท สินค้าคงเหลือลดลง 71 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นลดลง 59 ล้านบาท ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีลดลง 40 ล้านบาท สินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาลดลง 15 ล้านบาท และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นลดลง 3 ล้านบาท ส่วนเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 244 ล้านบาท

– ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น

บริษัทมียอดลูกหนี้การค้าหลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 873 ล้านบาท ลดลง 127 ล้านบาท ลูกหนี้ส่วนใหญ่อัตราร้อยละ 75 เป็นลูกหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเงิน ส่วนลูกหนี้ที่เหลืออัตราร้อยละ 25 เป็นลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการติดตามชำระเงิน โดยมีลูกหนี้ที่มีอายุเกินกว่า 1 ปี จำนวนเงิน 1 ล้านบาท และเป็นลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินตามกฎหมาย 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระและติดตามทวงถาม ในปี 2563 บริษัทมีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เท่ากับ 52 ล้านบาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 5.6 ของลูกหนี้ทั้งหมด บริษัทมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย ในปี 2563 เท่ากับ 49 วัน ซึ่งตามนโยบายบริษัทให้เครติดเทอมลูกค้าส่วนใหญ่ในการชำระค่าสินค้าอยู่ที่ประมาณ 30-60 วัน   ส่วนลูกหนี้การค้าที่ยังไม่เรียกเก็บ ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73 ล้านบาท

ลูกหนี้อื่น ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 145 ล้านบาท ลดลง 19 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่  ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

– สินค้าคงเหลือ

บริษัทมีสินค้าคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้า ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 329 ล้านบาท ลดลง 71 ล้านบาท  สินค้าคงเหลือของบริษัทจะแบ่งออกได้เป็นสินค้าสำเร็จรูป งานโครงการระหว่างทำ และ สินค้าระหว่างทาง ระยะเวลาการขายเฉลี่ย 20 วัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการบริหารจัดการในการควบคุม  และป้องกันความเสี่ยง ของบริษัทฯ

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนจำนวน 934 ล้านบาท ลดลง 93 ล้านบาท เกิดจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (สุทธิ) ลดลง 80 ล้านบาท ลูกหนี้สัญญาเช่าการเงินลดลง 72 ล้านบาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายลดลง 7 ล้านบาท และเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 6 ล้านบาท ส่วนสินทรัพย์สิทธิการใช้เพิ่มขึ้น 38 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีเพิ่มขึ้น 17 ล้านบาท และมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเพิ่มขึ้น 16 ล้านบาท

สภาพคล่อง

– กระแสเงินสด

ณ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทมียอดเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเท่ากับ 286 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 244 ล้านบาท โดยเกิดจาก

  • เงินสดสุทธิได้มาจากการดำเนินงานของบริษัท มีจำนวน 405 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักเกิดจากกำไรก่อนภาษีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับเงินสด จำนวน 369 ล้านบาท การเปลี่ยนแปลงในลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลง27 ล้านบาท ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินลดลง 105 ล้านบาท สินค้าคงเหลือลดลง 63 ล้านบาท สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นลดลง 3 ล้านบาท เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลง 106 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีเงินสดได้มาจากการดำเนินงาน 462 ล้านบาท และบริษัทมีการจ่ายภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน 10 ล้านบาท  จ่ายภาษีเงินได้สุทธิ 47 ล้านบาท
  • เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมการลงทุนของบริษัท มีจำนวน 84 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้รับเงินสดรับจากการจำหน่ายตราสารทุนหรือตราสารหนี้ของกิจการสุทธิ 108 ล้านบาท รับดอกเบี้ย 15 ล้านบาท เงินสดรับจากการจำหน่าย ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 2 ล้านบาท และได้จ่ายเพื่อซื้อทรัพย์สินถาวรและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเพิ่มขึ้น 41 ล้านบาท จากการลงทุนในอุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน และเครื่องตกแต่ง
  • เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมการจัดหาเงินของบริษัท มีจำนวน 245 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีจ่ายเงินปันผล 159 ล้านบาท จ่ายชำระเงินคืนหนี้สินตามสัญญาเช่า 61 ล้านบาท จ่ายต้นทุนทางการเงิน 11 ล้านบาท จ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินสุทธิ 4 ล้านบาท จ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน 5 ล้านบาท และจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจากบริษัทอื่น 4 ล้านบาท

– อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

ณ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 0.7 เท่า เท่ากับปี 2562 โดยมีหนี้สินลดลงซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ประมาณการหนี้สินหมุนเวียนสำหรับผลประโยชน์พนักงาน และหนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงินที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี  ขณะเดียวกันส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจากจ่ายเงินปันผล

อัตราส่วนความสามารถชำระภาระผูกพันในปี  2563 เท่ากับ 1.5 เท่า เท่ากับปี 2562  โดยบริษัทมีกระแสเงินสดได้มาจากการดำเนินงานลดลงจากปีก่อนซึ่งเกิดจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลง 106 ล้านบาท จ่ายภาษีเงินได้สุทธิ 47 ล้านบาท จ่ายภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน 10 ล้าน และในส่วนของลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลงเพียง 27 ล้านบาท  อีกทั้งบริษัทมีการจ่ายชำระหนี้สิน 75 ล้านบาท  ซึ่งลดลง 133 ล้านบาท

อัตราส่วนสภาพคล่องของบริษัท ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 2.2 เท่า เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่เท่ากับ 1.9 เท่า เกิดจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นโดยในปีนี้มีนโยบายในการสำรองเงินสดเพิ่มขึ้นจากปีก่อน  บริษัทมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยลดลงจาก 60 วัน เหลือ 49 วัน ระยะเวลาชำระหนี้บริษัทลดลงจาก 39 วัน เหลือ 33 วัน และระยะเวลาการขายสินค้าเฉลี่ยเลดลงจาก 24 วัน เหลือ 20 วัน ส่วนอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว ณ สิ้นปี  2563 เท่ากับ 1.5 เท่า เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่เท่ากับ 1.1 เท่า

แหล่งที่มาเงินทุน

– หนี้สิน

หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 1,250 ล้านบาท ลดลง 139 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน หนี้สินรวมประกอบด้วยหนี้สินหมุนเวียนจำนวน 1,001 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ต่อหนี้สินรวม และหนี้สินไม่หมุนเวียนจำนวน 249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ต่อหนี้สินรวม สาเหตุที่ทำให้หนี้สินรวมลดลงเกิดจาก

  • หนี้สินหมุนเวียนจำนวน 1,001 ล้านบาท ลดลง 169 ล้านบาท เกิดจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นลดลง 113 ล้านบาท โดยมีเจ้าหนี้การค้าเท่ากับ 567 ล้านบาท ลดลง 6 ล้านบาท บริษัทมีระยะเวลาชำระหนี้ 33 วัน ส่วนเจ้าหนี้อื่นมีจำนวนเท่ากับ 220 ล้านบาท ลดลง 108 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินมัดจำและเงินรับล่วงหน้า มีประมาณการหนี้สินหมุนเวียนสำหรับผลประโยชน์พนักงานลดลง 34 ล้านบาท ส่วนของหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงินที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีลดลง 26 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินลดลง 4 ล้านบาท ส่วนหนี้สินทางการเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 11 ล้านบาท
  • หนี้สินไม่หมุนเวียนจำนวน 249 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30 ล้านบาท เกิดจากประมาณการหนี้สินไม่หมุนเวียนสำหรับผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 42 ล้านบาท และหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงินเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาท ส่วนหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีลดลง 5 ล้านบาท เงินกู้ระยะยาวจากบริษัทอื่นลดลง 4 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินลดลง 4 ล้านบาท

– ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 1,890 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 เนื่องจากมีกำไรสุทธิในปี 2563 จำนวน 156 ล้านบาท และมีการจ่ายเงินปันผลในปี 2563  ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท รวมเป็นเงิน 162 ล้านบาท

ภาระผูกพันด้านหนี้สินและการบริหารจัดการ

บริษัทได้ทำสัญญาเช่าดำเนินงาน ดังนี้:

  • สัญญาเช่ารถยนต์ อาคาร รวมถึงค่าบริการที่เกี่ยวข้อง มีระยะเวลา 5 ปี เป็นสัญญาที่ยกเลิกไม่ได้ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องจ่ายในอนาคตภายใน 1 ปี เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท หลังจาก 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี เป็นจำนวนเงิน 0.1 ล้านบาท

บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลไว้แล้วในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 35 ของงบการเงินปี 2563.